Full Version "ทักษะชีวิต" การเรียนรู้ที่ครูต้องสอน

โรงเรียนขุมทองวิทยา > Article

"ทักษะชีวิต" การเรียนรู้ที่ครูต้องสอน Date : 2013-04-01 13:17:41

โดยบริษัทที่ปรึกษา APM Group

กระแสประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) กลายเป็นหัวข้อที่ถูกกล่าวถึงไปในวงกว้างทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ไม่เว้นแต่วงการการศึกษาเอง ที่จะต้องปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทที่จะเกิดขึ้น เมื่อเราเปิดประตูออกไปอย่างเป็นทางการ 

แต่อะไรคือแนวทางที่เหมาะสม ที่สุดสำหรับการขับเคลื่อนกลไกทางการศึกษาของประเทศให้พร้อมต่อการแข่งขัน ซึ่งคงไม่มีใครสามารถจะปฏิเสธได้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ภาพที่เรามองเห็นนั้น กว้างไกลกว่ากลุ่มประเทศอาเซียน เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลก ประเทศชั้นนำทั้งหลายก็ได้ยกให้การศึกษาเป็นกระบวนการหลักในการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ อันจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน

21st Century Skills หรือทักษะที่สำคัญในศตวรรษที่ 21 อาจจะมีหลายด้าน จากหลายมุมมองของนักการศึกษาทั่วโลก และทักษะการดำรงชีวิตในสังคมก็เป็นหนึ่งในทักษะที่สำคัญเหล่านั้น ที่ทั่วโลกยกให้เป็นทักษะที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าความเป็นเลิศทางวิชาการ แต่อาจจะกลายเป็นทักษะที่ผู้ปกครองไทยให้ความสำคัญน้อยกว่าทักษะเชิงวิชาการ เนื่องจากใคร ๆ ก็

อยากให้ลูกของตัวเองสอบเข้าโรงเรียนดี ๆ มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง ได้ทำงานในองค์กรที่มั่นคง แต่ในความเป็นจริง คงไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากเห็นลูกเรียนเก่ง แต่ขาดทักษะการอยู่ร่วมกันกับคนอื่นในสังคม ไม่สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะความเป็นผู้นำ ส่งผลให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันได้ ทักษะความเป็นผู้นำที่ว่านี้ ไม่ได้หมายความเฉพาะการเป็นหัวหน้ากลุ่มทำงาน แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่านั้นคือทักษะในการ "นำ" ตัว เองไปในทิศทางที่เหมาะสม

หลาย ๆ ประเทศให้ความสำคัญกับทักษะการใช้ชีวิตนี้เป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่นประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติทางด้านวิชาการ ที่เป็นเลิศ แต่ก็ยังไม่หยุดพัฒนา โดยได้นำแนวคิด "Integrated Learning" มาเป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรการเรียนการสอนของประเทศ ที่เน้นให้นักเรียนได้มีโอกาสทำกิจกรรมนอกหลักสูตรวิชาการ เพื่อ

ส่งเสริมให้เยาวชนได้นำทักษะด้านวิชาการที่ได้เรียนในห้องเรียนมาประยุกต์ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสังคม ใน ขณะเดียวกัน นักเรียนก็ได้ฝึกฝนทักษะการคิดวิเคราะห์ผ่านการตั้งคำถามที่เปิดโอกาสให้นัก เรียนได้แสดงความคิดเห็นของตัวเอง รวมถึงทักษะการทำงานร่วมกับคนอื่น ๆ ในสังคมอย่างแท้จริง 

เหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์ครั้งรุนแรง ที่สุดไม่กี่ปีก่อนในญี่ปุ่น เป็นกรณีศึกษาที่ยอดเยี่ยม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพการศึกษาที่เน้นความเป็นเลิศทางวิชาการควบคู่ไป กับการส่งเสริมทักษะการใช้ชีวิตที่เห็นผลชัดเจนที่สุด 

เมื่อเด็กนัก เรียนญี่ปุ่นกลายเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการช่วยเหลือคนในครอบครัว ของตัวเองให้รอดชีวิตจากภัยธรรมชาติครั้งนั้น เหมือนกับการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส รัฐบาลญี่ปุ่นยิ่งให้การส่งเสริมแนวคิดดังกล่าวอย่างเต็มที่ เพราะเล็งเห็นแล้วว่าเยาวชนที่เพียบพร้อมด้วยทักษะเหล่านี้ต่างหาก ที่จะเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าได้ในอนาคต

"แค่สอนตามหลักสูตรก็แทบจะไม่ทันอยู่แล้ว" คำพูดจริงจากปากคุณครูในวงการการศึกษาของประเทศไทย ด้วยความที่ยังคงติดกรอบการวัดผลทางวิชาการ 

ส่งผลให้การเรียนการสอนทั้งระบบจำกัดอยู่เฉพาะเนื้อหาในหนังสือ เพื่อให้ผู้เรียน "สอบผ่าน" ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้เท่านั้น 

จากการได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคุณครูและบุคลากรทางการศึกษา ทำให้ทราบว่าความท้าทายของการเรียนการสอนในปัจจุบันอยู่ที่ข้อจำกัดด้านเวลา ที่คุณครูไม่สามารถจะถ่ายทอดเนื้อหาที่อัดแน่นในหลักสูตรได้ทันตามระยะเวลา ที่กำหนดในแต่ละภาคการศึกษา จนไม่มีเวลาเพียงพอในการส่งเสริมทักษะอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากบทเรียน 

ถึงแม้ว่าคุณครูทุกท่านจะรับรู้ถึงความสำคัญ ในการปลูกฝังทักษะเหล่านั้นด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู แต่ด้วยการวัดและประเมินผลด้านการศึกษาของไทย ทำให้ห้องเรียนปัจจุบัน ยังคงเป็นภาพคุณครูยืนพูดหน้าห้องเรียนและมีนักเรียนนั่งฟังอย่างเป็น ระเบียบและจดบันทึกตามสิ่งที่คุณครูสอน ดูเหมือนสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตจะเป็นเพียงฝุ่นชอล์กที่หายไปจากห้อง เรียน และแทนที่ด้วยจอโปรเจ็กเตอร์และกระดานไวต์บอร์ดเท่านั้นเอง

จากการยกตัวอย่างการศึกษาของประเทศญี่ปุ่น ไม่ได้หมายความว่านั่นคือแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย แต่รูปแบบการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น ได้มีโอกาสฝึกฝนการแก้ปัญหา ได้มีโอกาสเป็น "ผู้นำ" เป็นกระบวนการที่สำคัญที่จะส่งเสริมและพัฒนาทักษะการดำรงชีวิต ที่ถึงแม้จะหาตัววัดผลได้ไม่ชัดเจน เมื่อเทียบกับเนื้อหาทางวิชาการ 

แต่เมื่อสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและเกิดขึ้นตลอดเวลา ความท้าทายในการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ที่สำคัญของประเทศชาติไม่ได้จำกัดอยู่ เฉพาะวงแคบอย่างเช่นในอดีต แต่กลับขยายวงกว้างออกไปจนเราไม่สามารถจะควบคุมได้อีกต่อไปแล้ว 

แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าเยาวชนของไทยจะเติบโตขึ้นมาเป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ เพียบพร้อมทั้งด้านวิชาการและทักษะการใช้ชีวิต เพื่อพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและการแข่งขันในระดับนานาชาติได้อย่าง ภาคภูมิ 

หรือจะต้องรอให้เกิดวิกฤตการณ์ขึ้นเสียก่อน...??


ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ
ที่มา  :  http://www.kruthai.info/view.php?article_id=3190


ความคิดเห็น