.

 
.
เปิดเว็บไซต์ 28/12/2010
ปรับปรุง 26/04/2017
สถิติผู้เข้าชม 376,991
Page Views 570,137
 

ลูกเป็นเด็กหลังห้อง

“ลูกเป็นเด็กหลังห้อง”

 

     แม่ที่น่ารักท่านหนึ่งปรึกษาว่า ลูกชายอายุ 6 ขวบกว่า เรียนอยู่ชั้น ป.1 ตอนเปิดภาคเรียนลูกนั่งเรียนอยู่กลางห้อง แต่เพราะลูกไปตีเพื่อน จึงถูกย้ายกลายเป็นเด็กหลังห้องมาโดยตลอด แม่ไม่อยากมีเรื่องราวจึงปล่อยไปเพราะคิดว่านั่งตรงไหนก็ได้..ไม่เป็นไร

 

แต่ที่เป็นปัญหา คือ..

   ลูกไม่ยอมเขียน ไม่ยอมจดข้อความที่ครูเขียนบนกระดาน ทำงานที่ครูมอบหมายเสร็จหลังเพื่อนทุกครั้ง บางครั้งนั่งทำงานจนข้ามคาบเรียนไปวิชาอื่น ครูมาจี้พร้อมบอกว่าถ้าไม่ทำงานที่ครูสั่ง จะให้กลับไปเรียนอนุบาล 3 ลูกจึงทำยอมทำจนเสร็จ..เป็นอย่างนี้ประจำ

 

ตอนนี้..ลูกกลายเป็นคนผิดประจำห้อง บางครั้งเล่นกับเพื่อน ด้วยความซน ก็อาจมีกระทบกระทั่งเพื่อนบ้าง ตอนเย็นไปรับลูก จะมีเพื่อน ๆ ของลูกมาฟ้องแม่ประจำว่า ลูกทำเพื่อนคนนี้บ้าง คนโน้น

 

ครูเล่าให้ฟังว่า..

     เวลาอยู่ในห้องลูกจะชอบนั่งเหลาดินสอ หรือหั่นยางลบเป็นประจำ จนทำให้แม่เครียด เพราะตอนนี้ลูกกลายเป็นตัวตลกของห้องไปแล้ว..สงสารลูกมาก ตอนนี้กลุ้มมากเลย แต่ตอนอยู่บ้าน ลูกชอบอ่านหนังสือ..อ่านได้ เขียนได้ พอแม่อ่านหนังสือนิทานลูกจะวิ่งเข้ามาหาทันที ให้เล่นเกมพวกเชาว์ปัญญา วาดรูประบายสีลูกก็จะนั่งได้เป็นชั่งโมงเลย บางครั้งจะมาขอเล่นเองด้วย ลูกชอบภาษาอังกฤษมาก..ดูแล้วไม่น่าจะเป็นเด็กสมาธิสั้น

 

เรื่องนี้..คนที่น่าเห็นใจที่สุด คือ ลูกชายลูกกำลังส่งสัญญาณว่าขอที่คืน

 

การที่ลูกเคยเป็นเด็กกลางห้อง แต่ต้องกลายเป็นเด็กหลังห้อง..ลูกไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นหรอก อย่าลืมนะว่าลูกอายุแค่ 6 ปีเท่านั้น..จะให้มาเข้าใจอย่างที่ผู้ใหญ่เข้าใจ..ไม่ได้

 

     เรื่องนี้ลูกยังเล็กจึงดูแล และปกป้องตัวเองไม่ได้แม่ต้องเป็นคนดูแลและปกป้องลูก แต่ต้องทำอย่างไม่เสียกิริยา..เรียกร้องอย่างพอเหมาะ พอควร..ด้วยเหตุ ด้วยผล ที่สำคัญ คือ จะทำอะไรก็ตาม ต้องทำอย่างพ้นจากอารมณ์ขุ่น ปราศจากอารมณ์เคือง

 

เด็กทุกคนอยากเป็น “เด็กในสายตา” ทั้งนั้น ไม่ว่าจะในสายตาครู หรือสายตาพ่อแม่ ยิ่งเด็กวัยประถม..อายุ 6 - 12 ปีนี่นะ “รักครู” มาก ๆ ครูให้ทำอะไร เด็กแทบจะถวายหัวทำให้ เพียงเพื่อเอาอกเอาใจครู อยากเป็นคนที่ครูรัก อยากเป็น “เด็กในสายตาครู” ..การที่ครูให้เด็กไปอยู่หลังห้อง จึงเป็นการทำร้ายเด็กอย่างรุนแรงโดยที่ครูไม่รู้ตัว

 

จริง ๆ แล้ว..

ครูควรเป็น “ผู้จัดการห้องเรียน” เป็นคนดูแลกฏกติกาของห้องเรียน เป็นคนที่ต้องอบรมบ่มสอนเด็ก

เมื่อเด็กทำผิดคิดพลาด ครูต้องสอนด้วยท่าทีที่สุภาพ อย่างเข้าอกเข้าใจ ให้โอกาสและอยู่ข้างเด็กทุกคน ไม่ใช่ไล่เด็กที่ทำผิดคิดพลาดให้ไปไกล ๆ ตัว

 

นี่คือจุดที่น่าห่วงใยครูไทยทั่วประเทศ

เด็กเรียนดี เด็กเรียบร้อยมักเป็น เด็กในสายตา” ของครูตลอดม เพราะครูส่วนใหญ่ รักเด็กที่เรียนดี รักเด็กที่เรียบร้อย..อยากสอนแต่เด็กเก่ง ๆ ที่มีทุนทางชีวิตดีอยู่แล้ว ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ ครูไม่จำเป็นต้องพะเน้าพนอมาก..เพียงให้ความสนใจในระยะที่พอสมควร เด็กกลุ่มนี้ก็ไปได้ เรียนได้ และเรียนดีแล้ว เพราะมีความพร้อมเป็นพื้น

และครูส่วนใหญ่นี่แหละ มักปฏิเสธที่จะสอนเด็กเรียนช้า เด็กที่มีปัญหาพฤติกรรม เมื่อปฏิเสธแล้วก็เลยดูแลอย่างห่างเหินเมินหมาง ทั้ง ๆ ที่ควรจะดูแลอย่างใกล้ชิด ดูแลอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยความเมตตา อย่างรักใคร่ ด้วยความใยดี ทำทุกวิถีทางในเชิงบวก ให้เด็กที่ทีความพร่อง ให้มีความพร้อม เพื่อที่จะสร้างทุนทางชีวิตให้เด็กมมากขึ้น และให้ดีพอ ๆ กับเด็กกลุ่มที่เก่ง กลุ่มที่ดี

ด็กที่ถูกหมายหัวว่า เรียนไม่ดี เกเร ขี้เกียจ และพฤติกรรมไม่ดีในสายตาครูจึงเป็น “เด็กนอกสายตาของครูตลอดมา..

 

แม่คงต้องขอพบและพูดคุยกับครู ว่า..

1. “ขอที่คืนให้ลูกเถิด”..อย่าทำร้ายเด็กอย่างนี้เลยลูกส่งสัญญาณมานานแล้วว่า “ไม่ยอมรับการสูญเสีย” ที่นั่งของตนสัญญาณที่ชัดเจนแสดงออกผ่านพฤติกรรมที่ “ไม่ธรรมดา” เช่น ไม่ยอมเขียน ไม่ยอมจดข้อความที่ครูเขียนบนกระดาน ทำงานที่ครูมอบหมายเสร็จหลังเพื่อน ทำงานช้า ชอบนั่งเหลาดินสอ หรือหั่นยางลบ

 

เรื่องอย่างนี้..

ครูแก้ไขได้โดยให้เด็กอยู่ใกล้ ๆ ตัว ไม่ใช่ผลักเด็กออกจากอก

ครูต้องให้เด็กอยู่ในสายตา ให้เด็กมาเป็นผู้ช่วยหยิบนั่น ทำนี่ ดูแลเพื่อน ๆ ในบางเรื่อง..หรือทำอะไรก็ได้ที่ต้องอยู่ใกล้ ๆ ครู เมื่อเด็กได้ที่นั่งคืน ได้ใกล้ชิดครู ได้ช่วยเหลือครู ได้ดูแลเพื่อนและกลับมาเป็น “เด็กในสายตาครู” เด็กจะดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์

 

2.ขอร้องครูอย่าขู่เด็กเป็นอันขาดลองนึกดูดี ๆ นะว่า ถ้าคนที่เราไม่รู้จักมาบอกให้เราไปห่าง ๆ เราอาจจะแปล๊บ ๆ ที่ความรู้สึก แล้วก็จางคลายหายไป เพราะคน ๆ นั้นมีค่าเพียง “คนที่ไม่รู้จัก”แต่ถ้าคนที่เรารัก มาไล่ให้เราไปห่าง ๆ นี้ มันสุดแสนจะเจ็บปวดนะ เจ็บปวดมากด้วย เพราะเขามีค่าแห่งการเป็น “คนที่รัก”

 

ส่วนเรื่องแก้ไขพฤติกรรมที่เล่นกับเพื่อนแรงไปนั้น เชื่อว่า เมื่อเด็กกลับมาเป็นคนในสายตาครูเมื่อไหร่..เมื่อนั้นพฤติกรรมนี้จะค่อย ๆ ลดลงและหายไป โดยที่ครูต้องสร้างกติกาว่า เล่นกับเพื่อนได้..แต่ต้องทำตามกติกา 3 ข้อ คือ

     1.การเล่นนั้นต้องไม่ทำร้ายตัวเอง..ไม่ทำให้ตัวเองได้รับความเจ็บปวดหรือเสียหาย

     2.การเล่นนั้นต้องไม่ทำร้ายคนอื่น..ไม่ทำให้คนอื่นได้รับความเจ็บปวดหรือเสียหาย

     3.การเล่นนั้นต้องไม่ทำร้ายสิ่งของ..ไม่ทำให้สิ่งของได้รับความเสียหาย

 

ที่สำคัญที่สุด คือ..

ต้องรีบดึงพฤติกรรมของลูกออกจากการนั่งเหลาดินสอ หรือหั่นยางลบโดยเร็ว..อย่าให้ลูกอยู่ในภาวะอย่างนี้นาน ๆ ..มันไม่ดี

 

พฤติกรรมอย่างนี้ แสดงให้เห็นว่า ลูกกำลังเครียด ซึ่งความเครียดนอกจากจะทำให้สมองเด็กเรียนรู้ช้าหรือเรียนรู้ไม่ได้แล้ว ยังทำร้ายจิตใจ และการสนใจใฝ่รู้ของเด็กอย่างรุนแรง แม่ต้องบอกให้ครูเบี่ยงเบน ดึงความสนใจของเด็กออกมาให้ได้ ให้ทำกิจกรรมใด ๆ ก็ได้ที่ไม่ทำให้ลูกต้องมานั่งเจ่าจุก..เครียดและเคว้งคว้างทางความรู้สึกอยู่อย่างนี้

 

ขอย้ำว่า..

เด็กวัยนี้ “รักครู” มาก ดังนั้นครูจึงต้องใช้ความรักมาแก้ปัญหา ไม่ใช่ตำหนิ กล่าวโทษ หรือบ่นก่นว่าเด็ก เพราะจะยิ่งทำให้เด็กรู้สึกผิด..จึงแสดงออกด้วยการไม่ทำอะไรเลย..อย่างนี้ไง

 

แม่สอนเสมอว่า..

       เมื่อลูกพบปัญหาและอุปสรรคใด ๆ ก็ตาม แม่ต้องเป็นหลักใจให้ลูกได้ยึด

เมื่อความรู้สึกของลูกล้มเหลว..แม่ต้องเป็คนกอบเกื้อเอื้อหนุนให้ลูกยืนขึ้นมาให้ได้

 

       ถ้าลูกปกป้องตัวเองไม่ได้..แม่ต้องชี้แนะแนว แล้วให้ลูกลองลุกขึ้นมาปกป้องตนเองก่อน ต่อเมื่อไม่ได้จริง ๆ แม่นั่นแหละที่จะเข้าไปจับมือลูก ให้ลงมือทำไปพร้อม ๆ กัน จนกว่าความมั่นใจของลูกจะกลับฟื้นคืนมา

 

แม่สอนลูกจึงรู้

       แม่ทำให้ดูลูกจึงเห็น..แล้วทำด้วยตัวเองเป็นอย่างคำแม่สอนสั่งให้อยู่อย่างมีความสุข

รักแม่เป็นที่สุด

ขอบคุณที่มา Facebook Forward

Tags : แม่และเด็ก ครู จิตวิทยาเด็ก

.




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 
« December 2017»
SMTWTFS
     12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31      

.

ภาษาไทยสัปดาห์ละคำ

บทความเกี่ยวกับเด็ก

นิทานสอนใจ

สาระน่ารู้

ประวัติศาสตร์

 
  .
view