.

 
.
เปิดเว็บไซต์ 28/12/2010
ปรับปรุง 26/04/2017
สถิติผู้เข้าชม 375,364
Page Views 566,691
 

โรงเรียนที่สอนคนให้เป็นมนุษย์

โรงเรียนที่สอนคนให้เป็นมนุษย์

      ๑ ใน ๔ ภารกิจสำคัญของมูลนิธิพุทธฉือจี้ก็คือ การจัดการศึกษาที่มีเป้าหมายสร้างคนให้เป็นมนุษย์คือผู้มีจิตใจสูง ไม่ใช่มุ่งสอนคนให้มีแต่ความเก่งเพื่อไขว่คว้าหาโอกาสที่เหนือคนอื่นอย่าง เอาเป็นเอาตาย ระดับอนุบาล ประถม มัธยม และมหาวิทยาลัย และเริ่มก่อสร้างโรงเรียนในต่างประเทศด้วย ปัจจุบันมีโรงเรียนประถมศึกษาแห่งแรกที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๗ โดยจัดการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาทั่วไป แต่เน้นสอดแทรกการเรียนการสอนและการฝึกอบรมบ่มนิสัยด้านคุณธรรมจริยธรรม อย่างจริงจังควบคู่ไปด้วย

         เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๘ ผม[1]และ คณะดูงานได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมกิจการของโรงเรียนอนุบาลของฉือจี้ที่เมืองฮวา เหลียน เปิดดำเนินงานมาได้ ๕ ปี ภายใต้การดูแลของมหาวิทยาลัยฉือจี้ โรงเรียนของเขามีเป้าหมาย ๔ ประการ คือ

๑. สร้างนักเรียนให้มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลถึงระดับสากล

๒. เป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม

๓. เป็นผู้มีวัฒนธรรมที่ดีงาม

๔. มีทักษะการทำงานและทักษะชีวิต

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายข้างต้น เขาเน้นปลูกฝัง ด้าน คือ

๑. การดำเนินชีวิตประจำวันที่เรียบง่าย

๒. ฝึกให้เป็นผู้มีคุณธรรมในการใช้ชีวิตที่ถูกต้อง มีความรักในผู้อื่นเหมือนเป็นญาติพี่น้องร่วมครอบครัวเดียวกัน

๓. ให้รู้จักบริการผู้อื่นอย่างนอบน้อมถ่อมตน ให้เกียรติผู้อื่น

๔. ให้รู้จักขอบคุณสิ่งที่เกิดขึ้นและทุกสิ่งที่เข้ามาใน ชีวิต รู้จักสำนึกในบุญคุณของคนอื่นและสรรพสิ่งรอบตัว

๕. ให้มีทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตและการทำงานในอนาคต

     บริเวณ โรงเรียนอนุบาลที่ไปดูงาน จัดสถานที่สวยงาม สะอาด เป็นระเบียบมาก นักเรียนมีระเบียบวินัยดีมาก เวลาถอดรองเท้าเข้าห้อง ทุกคนจะจัดเรียงรองเท้า อย่างเป็นระเบียบ หันหัวรองเท้าออกแบบสไตล์ญี่ปุ่น ทุกตึกจะมีห้องอเนกประสงค์ให้นักเรียนได้ทำกิจกรรม มีห้องเรียน ห้องสมุด ห้องปฏิบัติธรรม ห้องจัดดอกไม้ ห้องชงชา มีสวนครัว สวนเกษตร มีพื้นที่สำหรับฝึกฝนกีฬาทั้งในร่มและกลางแจ้ง มีหอพัก ฯลฯ เรียกว่าในเชิงสถานที่และอุปกรณ์มีอย่างครบครัน เด็ก ป.๑ ได้เริ่มเรียนภาษาอังกฤษแล้ว พอถึง ป.๓ ได้เรียนภาษาอังกฤษ ๔ ชั่วโมงต่อสัปดาห์

     นอก จากการเรียนวิชาการ เด็กจะได้เรียนเพื่อพัฒนาด้านศิลปวัฒนธรรม คุณธรรมและจริยธรรม สอดแทรกตลอดเวลา เช่น ต้องเรียนการจัดดอกไม้เพื่อฝึกให้เป็นคนมีศิลปะ จิตใจละเอียดอ่อน เข้าใจธรรมชาติ เรียนการชงชา ฝึกการล้างมือเพื่อล้างใจ ฝึกการบริการผู้อื่น ฝึกรอคอย ฝึกช่วยเหลือ ฝึกรับบริการจากผู้อื่นด้วยจิตใจที่ระลึกในพระคุณของผู้อื่น สิ่งสำคัญมากอีกอย่างหนึ่งที่เด็กนักเรียนทุกคนจะได้ฝึกฝนควบคู่ไปกับการ เรียนวิชาการตามหลักสูตรก็คือ การฝึกเป็นอาสาสมัครซึ่งมีสารพัดรูปแบบ เช่น ฝึกเป็นอาสาสมัครจิ๋วเก็บขยะ แยกขยะ ไปเยี่ยมผู้ยากไร้ ช่วยกันทำความสะอาดโรงเรียน บริการซักผ้าให้เพื่อน ให้น้อง ให้ครู นักเรียนคนไหนเรียนดี มีนิสัยดีจะได้รับมอบหน้าที่ ตักอาหารบริการครู นักเรียนที่ได้รับหน้าที่นี้จะดีใจมาก เวลานักเรียนนำอาหารไปบริการครู ครูจะยกมือไหว้ขอบคุณ นอกจากนี้ ยังได้มีโอกาสล้างส้วม ใครที่ได้รับหน้าที่ล้างส้วมจะดีใจมากเพราะถือว่าจะต้องทำดีจึงจะได้รับมอบ หน้าที่นี่ การฝึกอบรมเช่นนี้มีผลทำให้เด็กนักเรียนไม่รังเกียจงานใช้แรงงานงานสกปรก ซึ่งตรงข้ามกับการสร้างทัศนคติในบ้านเมืองเรา ในช่วงหยุดเทอมเด็กนักเรียนจะได้มีโอกาสไปเข้าค่ายที่สมณารามเพื่อเรียนรู้ วัฒนธรรมและได้ทำงานอาสาสมัครด้วย

     ตอน ที่ผมและคณะเดินดูงานอยู่ในโรงเรียน สังเกตเห็นแผ่นโปสเตอร์ที่วาดรูปศิลปะสวยงามมีคำอธิบายสั้นๆ เป็นภาษาจีนติดอยู่ตามทางเดินเป็นระยะๆ สอบถามครูได้ความว่า เป็นโฉลกติดสอนเด็ก ทุกๆ ที่มีโปสเตอร์ติดอยู่จะมีกระดาษวาดเขียนวางไว้ให้เด็กนักเรียนวาดรูปหรือ เขียนแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระหลังจากที่ได้ดูภาพได้อ่านข้อความเหล่านั้น โดยเขาจะเปลี่ยนโฉลกไปเรื่อยๆ คล้ายจัดนิทรรศการเป็นครั้งคราว โฉลกที่ติดไว้ในช่วงนั้นประกอบด้วยคำ ๘ คำ ที่ล้วนเกี่ยวข้องกับคำว่า "ความเรียบง่าย" สรุปความรวมได้ว่า "ความเรียบง่าย คือ ความงดงาม" ภาพที่วาดแต่ละภาพได้มาจากศิลปินที่มีชื่อเสียง มีจิตอาสามาวาดให้ พร้อมเขียนคำอธิบายเพื่อให้เด็กได้ อ่าน ได้ซึมซับคำสอนดีๆ จากภาพเหล่านั้นโดยไม่มีการบังคับสอนบังคับเรียนเพื่อให้คะแนน แต่เป็นการจัดสิ่งแวดล้อมเพื่อให้อิสระแก่นักเรียนในการเลือกเรียนตามใจชอบ มีโปสเตอร์อยู่แผ่นหนึ่งเขียนว่า
"เมื่อรู้จักตนเอง ต้องรู้จักคนอื่นด้วย" พร้อมกับเขียนอธิบายประกอบภาพว่า "ฉัน เป็นคนที่เกิดในไต้หวัน มีความสุขสบายดี พ่อแม่รักเรา ครูก็รักเรา ได้เรียนดี เราได้อยู่ในสังคมดีเพราะเรารู้จักให้ความรักแก่คนอื่น รู้จักรักตนเองและรักคนอื่น สังคมก็จะงดงาม ชีวิตก็จะเต็มไปด้วยความหวัง" นี่เป็นตัวอย่างของศิลปะการสอนวัฒนธรรม คุณธรรม จริยธรรม ให้แก่นักเรียนด้วยเทคนิคเชิงบวกอย่างแยบยล นั่นเป็นสิ่งที่ผมได้สัมผัสอย่างผิวเผินในโรงเรียนของฉือจี้

รวบยอดบทเรียน
     การ ได้มีโอกาสไปดูงานของมูลนิธิพุทธฉือจี้ ถือว่าที่ได้มีโอกาสเรียนรู้อย่างล้ำค่า ทำให้เกิดความปลื้มใจปีติยินดีที่ได้เห็นผู้คนจำนวนหนึ่ง มีจิตใจดี มีวัตรปฏิบัติดี ทำงานเพื่อคนอื่นอย่างนอบน้อมถ่อมตน จริงจัง จริงใจ ไม่ย่อท้อต่อปัญหาอุปสรรคและความยากลำบาก โดยมีความรักอันบริสุทธิ์ให้กับทุกๆ คน ไม่เลือกเขาเลือกเรา ไม่เสแสร้ง ไม่เอาหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้มีโอกาสไปกราบคารวะท่าน ธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน ยิ่งถือเป็นบุญกุศลอย่างที่ผู้ใหญ่ สอนไว้ว่า การที่ได้มีโอกาสรู้จักและได้เรียนรู้จากคนดีๆ ถือเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตนั่นเอง จากการที่ได้เรียนรู้เรื่องราวของชาวฉือจี้ แม้จะเหมือนการได้รู้ได้เห็นอวัยวะเพียงบางส่วนของช้างทั้งตัว แต่เมื่อจินตนาการภาพต่อเข้าด้วยกัน ทำให้พอคิดถึงภาพช้างทั้งตัวที่สง่างามนั้นได้บ้าง

ผมสรุปประเด็นจากการเรียนรู้ได้ ๖-๗ ประการ ดังนี้

๑. บริบท ของสังคมไต้หวันที่ต้องเผชิญภัยธรรมชาติ และการเมืองมาโดยตลอด ได้หล่อหลอมให้คนไต้หวันมีความเข้มแข็ง ขยันขันแข็งและเอาจริงเอาจัง ประกอบกับอีกด้านหนึ่งของคนจีนที่มีนิสัยขยัน หนักเอาเบาสู้ ใฝ่เรียนรู้ ชอบบริการและนอบน้อมถ่อมตัว จึงส่งผลให้คนไต้หวันส่วนใหญ่มีอุปนิสัยด้านที่เป็นบวกค่อนข้างสูง

นอก จากนี้ เมื่อสังคมการเมืองไต้หวันเปิดโลกประชาธิปไตยที่ให้เสรีแก่ประชาชน เปิดเสรีทางสื่อสารมวลชน เสรีทางศาสนา จึงมีผลทำให้พัฒนาการด้านจิตวิญญาณ คุณธรรม ความดีงามอย่างขบวนการฉือจี้เติบโตได้อย่างมีพลัง จนกลายเป็นแกนหลักที่สำคัญในด้านคุณธรรมจริยธรรมของไต้หวันดังเช่นทุกวันนี้ (แต่ในด้านลบของคนไต้หวันก็มีไม่น้อยเหมือนกัน)

ถ้า สังคมใดเป็นระบบปิด มีวัฒนธรรมอำนาจนิยม ครอบงำ เสรีภาพด้านต่างๆ ของสังคมถูกกดทับอย่างแน่นหนา โอกาสเกิดสิ่งดีๆ อย่างขบวนการฉือจี้ก็คงมีได้ยากทีเดียว หรืออาจเกิดขบวนการจากศรัทธาขึ้นมาได้ แต่ก็มักจะดำเนินการผิดทิศทางคือกลายเป็นการเข้าสู่การสะสมรวบทุกอย่างไว้ ที่ศูนย์กลางเสมอๆ

๒. ขบ วนการฉือจี้ เป็นการนำพุทธธรรมที่ใช้แนวความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา (แนวทางพระโพธิสัตว์) เป็นเข็มทิศนำทาง ทำให้ทุกคนสามารถใช้หลักศาสนามาปฏิบัติได้จริง และปฏิบัติได้อย่างง่ายๆ ในชีวิตนี้คือ การทำงานช่วยเหลือผู้อื่นไม่ว่าจะด้วยทรัพย์ ด้วยแรง ด้วยปัญญา หรืออื่นๆ โดยถือว่าทั้งหมดนี้ก็คือ การปฏิบัติธรรม เป็นการได้ฝึกเป็นพระโพธิสัตว์ในชาตินี้เลย ทำให้เรื่องพุทธศาสนาเป็นเรื่องเข้าใจง่าย เข้าถึงง่าย ไม่แยกส่วนออกจากชีวิตจริง อีกทั้งสามารถทำได้อย่างทันสมัยอยู่เสมอ

๓. การ มีผู้นำทางจิตวิญญาณที่เป็นผู้ทรงธรรมะ อันงดงาม มีวัตรปฏิบัติที่เป็นแบบอย่างที่ทุกคนเห็นได้สัมผัสได้ คือ ท่านอิ้นซุ่น (หลวงปู่ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ของท่านเจิ้งเหยียน) และท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน จึงเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาและความมุ่งมั่นในการทำดี ทำให้เกิดภาวะผู้นำที่สมาชิกและอาสาสมัครฉือจี้จำนวน เป็นแสนเป็นล้านสามารถยึดถือเป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นแบบอย่างให้เจริญรอย ตามได้อย่างเป็นรูปธรรม การที่ผู้นำทรงไว้ซึ่งความเมตตากรุณาอย่างสูงส่ง ดำเนินชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายสุดๆ กินน้อย อยู่น้อย ใช้ น้อย ไม่สะสม ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและทุกสรรพสิ่งนอบน้อมถ่อมตน ลดตัวเองให้เล็กอยู่เสมอ มีแต่คิดจะทำเพื่อผู้อื่นอย่างสุดใจ จึงเป็นเสมือนต้นแบบนำทางให้กับศิษย์ฉือจี้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเหนือกว่าคำสอนใดๆ

๔. แนว ทางพุทธฉือจี้ที่เคารพยกย่องให้เกียรติแก่คนทุกคนอย่างไม่เลือกชั้นวรรณะ ไม่แบ่งแยกเคารพในคุณค่าและศักดิ์ศรีของทุกคน ดังที่ท่านธรรมาจารย์สอนว่า ไม้ฟืนแต่ละชนิดมีประโยชน์แตกต่างกัน แต่ทุกชนิดล้วนมีประโยชน์ มีคุณค่าทั้งสิ้น แนวคิดเช่นนี้ก่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์กันของผู้คนทั้งหลายแบบแนวราบ ก่อให้เกิดความสร้างสรรค์ ความรัก ความผูกพัน ไม่เหมือนกับความสัมพันธ์แนวดิ่ง ที่เกิดแรงกดทับและปฏิสัมพันธ์จะกลายเป็นเชิงอำนาจ ทำให้ความรัก ความดี ความงามเกิดขึ้นได้ยากกว่า

๕. แนว ทางพุทธฉือจี้ มีลักษณะที่น่าจะเรียกได้ ว่าเป็นปรากฏการณ์ "รวมเข้าเพื่อกระจายออก"  หมายความว่า การรวมความรักความศรัทธา รวมทรัพยากร ปัญญา องค์ความรู้ การปฏิบัติต่างๆ เข้ามาสู่ศูนย์รวมแห่งศรัทธาคือผู้นำทางจิตวิญญาณ แต่การรวมทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านั้นมิใช่รวมเข้ามาพอกพูน สะสมไว้ที่ศูนย์กลาง เหมือนกับศาสนปฏิบัติที่เราเห็นกันอยู่เป็นส่วนใหญ่ ตรงกันข้ามการรวมสรรพสิ่งเหล่านั้น เป็นไปเพื่อกระจายสู่มหาชนคนยากไร้ คนตกทุกข์ได้ยากอย่างกว้างขวางไม่มีที่สิ้นสุด ตรงนี้ถือว่าเป็นความงดงามอย่างยิ่งของแนวพุทธฉือจี้

มูล นิธิพุทธฉือจี้มีเงินบริจาคเข้ามาเป็นหมื่นล้านแสน ล้านเหรียญ แต่เงินเหล่านั้นถูกนำไปใช้เพื่อการช่วยเหลือ ผู้คนเป็นแสนเป็นล้านคนทั้งในไต้หวัน และที่อื่นๆ ทั่วโลก

มูล นิธิพุทธฉือจี้มีคนเก่ง มีความรู้เทคโนโลยีไหลเข้ามามากมาย แต่สิ่งเหล่านั้นถูกนำไปสู่การทำงานเพื่อ เพื่อนมนุษย์ที่ต้องการความช่วยเหลือ

ใน ขณะที่ท่านธรรมาจารย์ ภิกษุณีและอาสาสมัคร ที่สมณารามยังคงดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายบนหลักของ การพึ่งตนเองอย่างสุดๆ ไม่เบียดเบียนสรรพสิ่ง เหมือนเดิมตามที่เคยปฏิบัติกันมาตลอดเกือบครึ่งศตวรรษ และอาสาสมัครฉือจี้ทุกคนยังคงต้องทำงานหาเลี้ยงชีพโดยสุจริต เพื่อดูแลตนเอง และออกไปช่วยเหลือผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับฝึกฝนให้เป็นคนที่กินน้อย ใช้น้อย อยู่น้อยตลอดเวลาอีกด้วย

๖. การ ดำเนินงานของขบวนการฉือจี้ ไม่ปฏิเสธความเป็นไปของสังคมและของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัต ตลอดเวลา รู้จักนำจุดเด่นบางอย่างมาใช้ อย่างชาญฉลาด เช่น นำเอาองค์ความรู้ด้านการจัดการ การตลาดเชิงสังคม เทคโนโลยีสารสนเทศ ฯลฯ มาใช้ในการดำเนินงานด้านศาสนาอย่างกลมกลืนและมีประสิทธิภาพ ตรงนี้ก็นับว่าเป็นจุดเด่นที่สำคัญอีกประการหนึ่ง

๗. โดยภาพรวม อาจสรุปได้ว่า ขบวนการพุทธฉือจี้ดำเนินงานตลอด ๔๐ ปีนี้ น่าจะด้วยยุทธศาสตร์สำคัญ ๓ ประการ คือ

๑. ศรัทธา คือ การสร้างศรัทธาในการทำความดีเพื่อผู้อื่น โดยมีท่านธรรมาจารย์เป็นผู้นำและมีคำสอนแนวพุทธโพธิสัตว์เป็นหลักยึด

๒. ปัญญา  ฉือจี้รับเอาองค์ความรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้เพื่อสานเจตนารมณ์ ตลอดเวลา ไม่ได้ปล่อยให้เรื่องศาสนาเป็นเรื่องคร่ำครึเป็นเรื่องอดีตที่แยกส่วนออกจาก ปัจจุบัน จึงเข้าถึงคนทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ได้ตลอดเวลา

๓. การ จัดการในกระบวนการทำงานของฉือจี้ มีการจัดการอย่างเป็นระบบในทุกระดับ แม้แต่การทำงานของอาสาสมัคร ก็มีการทำงานอย่างเป็นขั้นตอน มีระบบ มีระเบียบ ไม่ใช่แบบ "ช่วยๆ กันไป" การทำได้อย่างนี้คือการนำ "การจัดการ" มาใช้ในทุกเรื่องและทุกขั้นตอนนั่นเอง

     ผม หวังว่า ข้อเขียนของผมจากการไปดูงานมูลนิธิพุทธฉือจี้ไต้หวันโดยการอนุเคราะห์ของ ศูนย์คุณธรรมครั้งนี้ คงจะเกิดแรงบันดาลใจดีๆ ให้กับผู้อ่านเพื่อที่จะช่วยกันทำอะไรดีๆ ได้มากยิ่งขึ้นต่อไป เพราะจะว่าไปแล้วในบ้านเมืองเราก็มีคนดี มีคนทำอะไรดีดีมากมายเหมือนกัน เพียงแต่ว่าคนดีและความดีเหล่านั้นไม่ได้รับการเผยแพร่ให้ปรากฏออกมา และไม่ค่อยได้รับการหนุนเสริมให้มีคนดีและความดีเพิ่มพูนมากขึ้นเท่าที่ควร


ที่มา : http://www.bbl4kid.org/

Tags : โรงเรียน

.




ลืมรหัสผ่าน
สมัครสมาชิก
 
« November 2017»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

.

ภาษาไทยสัปดาห์ละคำ

บทความเกี่ยวกับเด็ก

นิทานสอนใจ

สาระน่ารู้

ประวัติศาสตร์

 
  .
view